จิตนี้ประภัสสร แต่เศร้าหมองด้วยอุปกิเลสที่จรมา

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร ?
"เพราะผ้าเป็นของไม่บริสุทธิ
ผ้าที่บริสุทธิ์สะอาด ช่างย้อมพึงนำเอาผ้านั้นใส่
ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร ?
เพราะผ้าเป็นของบริสุทธิ์ ฉันใด เมื่อจิตไม่เศร้าหมองแล้ว สุคติเป็นอันหวังได้ ฉันนั้น." (พระไตรปิฎกภาษาไทย(ฉบับหลวง)เล่มที่ 12 หน้าที่ 48 ข้อที่ 91.)
การพิจารณาจิต คือ ตามรู้จิตตลอดกาลตลอดเวลา ทั้งเมื่ออยู่ในอิริยาบถตามปกติและเมื่อตั้งใจปฏิบัติ เมื่อเราตั้งใจพิจารณา ตามดูจิตแล้ว เราจะมองเห็นอาการของจิตต่าง ๆ ทำให้เข้าใจจริตนิสัยของตัวเองมากขึ้น เมื่อเราเข้าใจตัวเอง ยอมรับตัวเองตามความเป็นจริง ก็จะเป็นพื้นฐานในการปรับปรุงพัฒนาตนเอง คือเมื่อรู้สึกตัวแล้ว ก็จะไม่หลงไปตามอารมณ์ เพราะจิตเดิมแท้ของเราทุกคนเป็นจิตประภัสสร ก็คือจิตที่บริสุทธิ์ผ่องใสมาโดยธรรมชาติ อย่างที่เราได้ยินจนติดหูว่า เด็กเปรียบเสมือนผ้าขาว ก็คือจิตของเราเกิดมายังไม่ถูกกิเลสปรุงแต่ง เมื่อกิเลสเข้ามาเป็นอาคันตุกะเป็นแขกที่ไม่ได้เชิญ ได้ผ่านเข้ามาครอบงำจิต ทำให้จิตเศร้าหมอง กิเลสหรือ อกุศลมูล 3 อันได้แก่ ราคะหรือโลภะ (ความอยากได้) โทสะ (ความคิดประทุษร้าย) โมหะ (ความหลงไม่รู้จริง) ซึ่งเมื่อจิตใจของเราถูกครอบงำด้วยกิเลส ทั้ง 3 นี้ เราก็จะแสดงออกมาเป็นอุปนิสัย เปรียบได้เหมือนแม่ที่ให้กำเนิดบุตร คือมันเป็นกิเลสพื้นฐานที่สามารถแตกหน่อออกเป็น อุปนิสัยต่าง ๆ มี 16 ลักษณะ จึงเรียกว่า อุปกิเลส 16 ได้แก่
1. ความละโมบโลภมาก (อภิชฌมวิสมโลภะ) คือ อยากได้ อยากมี อยากเป็นอย่างไม่รู้จักพอ เห็นแก่ได้จนลืมตัว จ้องแต่จะเอาของคนอื่น ไม่เลือกว่าควรหรือไม่ควร
2. คิดประทุษร้าย (โทสะ) คือ ความคิดร้าย มุ่งจะทำร้ายเขา ใครพูดไม่ถูกใจก็คิดตำหนิเขา ใครจะมาคิดทำอะไรที่แตกต่างจากตัวเองไม่ได้ คิดจะทำร้ายฆ่าเขาก็มี บางครั้งทำร้ายผู้อื่นไม่ได้ ก็หันมาตำหนิตัวเอง ทำร้ายตัวเอง จนฆ่าตัวตายก็มีซึ่งเป็นเพราะอำนาจพยาบาท เป็นอาการอย่างหนึ่งของโทสะ
3. ความโกรธ (โกธะ) คือ ใครมาทำอะไรไม่ได้ดั่งใจหรือพูดไม่เข้าหู ก็ขุ่นเคือง ไม่พอใจ หงุดหงิด หน้าบึ้ง กระฟัดกระเฟียด กระทืบเท้า บางคนถึงกับควบคุมตัวเองไม่อยู่กรีดร้อง ด่าว่าเสีย ๆ หายๆ ไม่ไว้หน้าใคร (เสียงพระพยอมลอยมาเลยว่าโกรธคือโง่ โมโหคือบ้า) การโกรธ เป็นลักษณะของอารมณ์ส่วนใหญ่จะโกรธง่าย แต่เมื่อหายแล้วก็เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น คือไม่ผูกใจเจ็บ ไม่พยาบาท
4. การผูกโกรธ (อุปนาหะ) เป็นอาการอย่างหนึ่งของโทสะ ใครพูดอะไร ทำอะไรให้เกิดความโกรธแล้วจะผูกใจเจ็บ เก็บไว้ ไม่ปล่อย ไม่ลืม เป็นทุกข์อยู่อย่างนั้น กระทบอารมณ์เมื่อไร ก็เอาเรื่องเก่ามาคิดรวมกันคิดทวนเรื่องในอดีตว่าเขาเคยทำไม่ดีกับเราขนาดไหน คือแค่โกรธเฉย ๆ ยังไม่หนำใจ ต้องเอามาผูกใจเจ็บเก็บเป็นแค้นฝั่งหุ่น ข้ามวัน ข้ามปี บางคนเก็บจนข้ามชาติข้ามภพ ประโยคที่เรามักจะได้ยินบ่อย ๆ คือ "จำเอาไว้เลยนะ" "แค้นนี้ต้องชำระ" "10 ปีแก้แค้นยังไม่สาย" ถ้าแก้แค้นไม่ได้ก็สาปแช่ง จ้องจองล้างจองผลาญ นี่ก็เป็นเหตุนึงที่ทำให้เราต้องเวียนว่ายตายเกิดมาชดใช้กรรมต่อกัน
5. การลบหลู่คุณท่าน (มักขะ) คือ การไม่รู้จักบุญคุณคน ปิดบังความดีของผู้อื่น ลบหลู่ความดีของผู้อื่น เช่น เขาให้ของแก่เรา แทนที่จะขอบคุณกลับนึกตำหนิเขาว่า เอาของไม่ดีมาให้ หรือเมื่อมีใครพูดถึงความดีของเขา เราทนไม่ได้ เราไม่ชอบ จึงยกเรื่องที่ไม่ดีของเขามาพูด เพื่อปฏิเสธว่าเขาไม่ใช่คนดีถึงขนาดนั้น บางคนถึงขนาด พ่อแม่เลี้ยงดูจนเติบใหญ่ ก็บอกว่าเป็นหน้าที่ที่พ่อแม่ต้องทำอยู่แล้วไม่ใช่หนี้บุญคุณอะไร, การที่ครูบาอาจารย์สั่งสอน ก็บอกว่าก็เอาเงินไปจ่ายเป็นค่าเทอมค่าเรียนอยู่แล้ว จะต้องมาถือว่ามีบุญคุณอะไรนักหนา
6. การตีเสมอ (ปลาสะ) คือ การยกตัวเทียมท่าน ไม่ยอมยกให้ใครดีกว่าตน แต่ชอบยกตัวเองดีกว่าเขา มักแสดงให้เขาเห็นว่าเราคิดเก่งกว่า รู้ดีกว่า ถ้าให้เราทำ เราจะทำให้ดีกว่าใคร
7. ความริษยา (อิสสา) คือ เห็นใครได้ดี ทนไม่ได้ เมื่อเห็นเขาได้ดีมากกว่าเรา เขาได้รับความรักความเอาใจใส่มากกว่าเรา เรารู้สึกน้อยใจ อยากจะได้เหมือนอย่างเขา ความจริงเราอาจจะมีมากกว่าเขาอยู่แล้ว หรือเรากับเขาต่างก็ได้รับเท่ากัน แต่เราก็ยังเกิดความรู้สึกน้อยใจ ทนไม่ได้ก็มี คนแบบนี้หาความสุขทางใจได้ยาก เพราะมีวแต่เป็นทุกข์กับความเจริญก้าวหน้าของผู้อื่น
8. ความตระหนี่ (มัจฉริยะ) คือ ขี้เหนียว เสียดายของ ยึดในสิ่งของที่เราครอบครองอยู่อย่างเหนียวแน่น อยากแต่จะเก็บเอาไว้ ไม่อยากให้ใคร เรียกภาษาชาวบ้านเลยก็ว่า ขี้งก หน้าเลือด ขนาดจะทำบุญทำทานยังคิดแล้วคิดอีก บางคนเป็นหนักถึงขนาดว่ามีเงินแต่ไม่กล้าใช้ ยอมอด ยอมทนบาก
9. เจ้าเล่ห์ (มายา) คือ หลอกลวง ไม่จริงใจ พยายามแสดงบทบาทตัวเองเกินความจริง หรือจริงๆ แล้วเรามีน้อยแต่พยายามแสดงออกให้คนอื่นเข้าใจว่ามั่งมี เช่น ด้วยการแต่งตัว กินอยู่อย่างหรูหรา หรือบางกรณี ใจเราคิดตำหนิติเตียนเขา แต่กลับแสดงออกด้วยการพูดชื่นชมอย่างมาก หรือบางทีเราไม่ได้มีความรู้มาก แต่ของคุยแสดงว่ารู้มาก คนจำพวกนี้จะหาวิธีหลอกลวงคนอื่นทุกรูปแบบ มุ่งแต่จะเอาประโยชน์ใส่ตัว ไม่กลัวบาป ไม่กลัวเวรกรรม บางคนกล้าหลอกพระ กล้าเอาเงินที่ผู้มีจิตศรัทธาทำบุญเอาไปเป็นของตนอย่างไม่ละอายใจ
10. การโอ้อวด (สาเถยยะ) หลอกลวงเขา ชอบอวดว่าดีกว่าเขา เก่งกว่าเขา พยายามแสดงให้เขาเห็น เพื่อให้เขาเกิดอิจฉาเรา เมื่อได้โอ้อวดแล้วมีความสุข มีทั้งอวดรวยและอวดรู้ พวกอวดรวย ก็จะชอบประกาศว่าฉันมี ทำไมต้องใช้คำว่าประกาศ คือ คนมีเขาจะใส่ของมีค่า หรือจะใช้ของดี ๆ รถหรู ๆ กระเป๋าหรู ได้เป็นเรื่องปกติ แต่คนอวดรวยก็ มีอะไรก็จะโพสต์โชว์ในสื่อสาธารณว่าฉันมี อันนี้ผู้เขียนคิดว่าเขาก็ไม่ผิดนะ บางครั้งเขาก็ภูมิใจในสิ่งที่เขามี พอเรามีเราก็อยากบอกว่าเรามีความสามารถในการได้ครอบครองสิ่งนั้น ๆ แต่คนที่ดูต่างหาก ต้องรักษาจิตของตน อยากให้ตกไปอยู่ในความริษยา ส่วนคนอวดรู้นี่ต้องระวัง ใครพูดอะไรใครทำอะไรแสดงตนว่ารู้ไปหมด ...รู้ไปหมดแม้กระทั่งมดเป็นเมนส์ (😁😁😁)... ส่วนใหญ่จะเป็น ..รู้ทุกเรื่องยกเว้นเรื่องจริง😂
11. ความดื้อ (ถัมภะ) หรือ ความกระด้าง คือ ยึดมั่นถือมั่นในตัวเอง ใครแนะนำอะไรให้ก็ไม่ยอมรับฟัง มีความดันทุรังสูง เอาแต่ความคิดของตัวเองเป็นหลัก มักจะทำให้เกิดปัญหาเวลาต้องร่วมทำงานกับคนอื่น ถัมภะเป็นชื่อของเสา ที่ผลักไปทางไหนก็ไม่ค่อยยอมไป ลักษณะของคนหัวดื้อนั้น มีอยู่ 3 ประการคือ
- ดื้อดัน เขาบอกว่าอย่าทำ ยิ่งทำใหญ่เลย
- ดื้อด้าน ว่าอย่างไรไม่เคยสนใจ เหมือนน้ำรดหัวสาก
- ดื้อดึง เขาให้ทำอย่างหนึ่ง ก็จะไปทำอีกอย่างหนึ่ง
14. การดูหมิ่นท่าน (อติมานะ) คือ ความดูหมิ่นคนอื่น โดยรูปร่าง ฐานะทางสังคม วิทยฐานะ การงาน การศึกษา จนบางครั้งออกมาในรูปของการด่าว่าเขา ดูถูกเขา ความถือตัวว่าเราดียิ่งกว่าเขา ทำให้ดูถูกดูหมิ่นคนอื่น
15. ความมัวเมา (มทะ) หลงว่ายังเป็นหนุ่มเป็นสาว ยังไม่แก่ ยังไม่ตาย หลงในอำนาจ หลงในตำแหน่ง คิดว่าเราจะเป็นอย่างนี้ตลอดไปแล้วทำอะไรเกินเหตุ ความมัวเมา เมาในลาภ เมาในยศ เมาในชื่อเสียง เมาในความสุข เมาในกามคุณ เมาในอบายมุขการพนันต่างๆ เมาในไสยศาสตร์ ทรงเจ้าเข้าผี เป็นต้น
16. ความประมาท (ปมาทะ) คือ การไม่คิดให้รอบคอบ อาการที่ขาดสติ ขาดปัญญา ความเผลอ ความพลั้งพลาด ความหลงลืม ทำทุจริต พูดทุจริต เล็กน้อยไม่เป็นไร นี่คือความประมาท ไม่ระมัดระวังใจของตนเอง ปล่อยให้ความกำหนัด ขัดเคือง ลุ่มหลง มัวเมา เกิดขึ้นภายในใจ
หนทางแก้ไขให้คืนสู่ความเป็นผู้มีจิตประภัสสร
ด้วยหนทางที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และเมตตาสั่งสอน จาก ธัมมจักกัปปวัตนสูตร ที่ว่า “อะยะเมวะ อะริโย อัฏฐังคิโก มัคโค ฯ ” อริยมรรคมีองค์ 8 นี้เป็นทางสายกลาง คือเป็นข้อปฏิบัติอันพอดีที่จะนำไปสู่ความหลุดพ้น คือ หลุดจากกิเลสนี้เอง มรรค คือ หนทางสู่ความดับทุกข์ เป็นหนึ่งใน อริยสัจ 4 จึงเรียกอีกอย่างว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา หรือการลงมือปฏิบัติเพื่อให้พ้นจากทุกข์
ประกอบด้วยองค์ประกอบ 8 ประการ
1. สัมมาทิฏฐิ ปัญญาอันเห็นชอบ หรือความเห็นที่ถูกต้อง คือ เห็นอริยสัจ 4 อันได้แก่
1. ทุกข์ คือ คือ สภาพที่ทนได้ยาก ภาวะที่ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ สภาพที่บีบคั้น อันได้แก่ ถ้าใครเคยสวดธรรมมจักกัปปวัตนสูตร จะมีคำแปลท่อนหนึ่งที่สะดุดใจศิตามาก คือ อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขัง อะริยะสัจจัง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็นี้แลเป็นตัวทุกข์อย่างแท้จริง คือ ชาติปิ ทุกขา แม้ความเกิดก็เป็นทุกข์ ชะราปิ ทุกขา แม้ความแก่ก็เป็นทุกข์ มะระณัมปิ ทุกขัง แม้ความตายก็เป็นทุกข์ โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสาปิ ทุกขา แม้ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ ก็เป็นทุกข์
อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข ความประสบพบกับสิ่งไม่เป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์
ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข ความพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์
ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง มีความปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้น ก็เป็นทุกข์ 😢😢😢
2. สมุทัย คือ สาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ได้แก่ ตัณหา 3 คือ กามตัณหา คือ ความอยากหรือไม่อยาก ใน สัมผัสทั้ง 5 คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ภวตัณหา คือ ความอยากทางจิตใจ เมื่อได้สิ่งนั้นมาแล้ว ไม่ต้องการให้มันเปลี่ยนแปลง และ วิภวตัณหา คือ ความไม่อยากทางจิต ความอยากดับสูญ
3. นิโรธ คือ ความดับทุกข์ ได้แก่ ดับสาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ กล่าวคือ ดับตัณหาทั้ง 3 ได้อย่างสิ้นเชิง
และ 4. ก็คือ มรรค แนวปฏิบัติที่นำไปสู่หรือนำไปถึงความดับทุกข์ มีองค์ประกอบอยู่แปดประการ ที่เรากำลังกล่าวถึงอยู่นี้นั้นเองค่ะ
2. สัมมาสังกัปโป ความดำริชอบ หรือ ความคิดที่ถูกต้อง หมายถึง ความคิดในการออกจากกาม ความไม่พยาบาท และการไม่เบียดเบียน
3. สัมมาวาจา วาจาชอบ หรือ การพูดที่ถูกต้อง คือ การไม่พูดโกหก พูดคำหยาย พูดจาส่อเสียดยุยง และพูดจาเพ้อเจ้อ
4. สัมมากัมมันโต การกระทำชอบ คือ การปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้อง คือ การไม่ฆ่าสัตว์ รวมถึงไม่เบียดเบียนหรือทำร้ายร่างกาย การไม่ลักขโมย และการไม่ประพฤติผิดในกาม คือ ไม่เป็นชู้ ผิดผัวผิดเมีย ไม่ไปแย้งของรักของหวงของใคร
5. สัมมาอาชีโว เลี้ยงชีวิตชอบ หรือการทำงานชอบ ก็คือการทำงานที่สุจริต ไม่เป็นโจร ขโมยหรือคนหลอกลวง การละเว้นจากอาชีพที่ต้องเบียนเบียดผู้อื่น หรือเบียดเบียนชีวิตผู้อื่น เช่น มือปืน หรือฆ่าสัตว์
การไม่ประกอบมิจฉาอาชีวะ 5 ประเภท ดังนี้
สัตถวณิชชา คือ การขายอาวุธ ได้แก่ อาวุธปืน อาวุธเคมี ระเบิด นิวเคลียร์ อาวุธอื่น ๆ เป็นต้น อาวุธเหล่านี้หากมีเจตนาเพื่อทำร้ายกัน จะก่อให้เกิดการทำลายล้างซึ่งกันและกัน โลกจะไม่เกิดสันติสุข
สัตตวณิชชา หมายถึง การค้าขายมนุษย์ ได้แก่ การค้าขายเด็ก การค้าทาส ตลอดจนการใช้แรงงานเด็กและสตรีอย่างทารุณ รวมถึงการขายตัวหรือขายบริการทางเพศทั้งของตัวเองและผุ้อื่น
มังสวณิชชา หมายถึง ค้าขายสัตว์เป็น สำหรับฆ่าเพื่อเป็นอาหารเป็นการส่งเสริมให้ทำผิดศีลข้อที่ 1 คือการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
มัชชวณิชชา หมายถึง การค้าขายน้ำเมา ตลอดจนการค้าสารเสพติดทุกชนิด รวมถึงการเสพเอง
วิสวณิชชา หมายถึง การค้าขายยาพิษ ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ รวมทั้งเป็นอันตรายต่อสัตว์
6. สัมมาวายาโม มีความเพียรชอบ คือมีความเพียรที่ถูกต้อง คือ ความพยายามป้องกันอกุศลที่ยังไม่เกิด ละอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว ทำกุศลที่ยังไม่เกิด และดำรงรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้ว (สัมมัปปธาน 4)
7. สัมมาสะติ การระลึกชอบ คือ การมีสติที่ถูกต้อง คือ การรู้ในกาย การรู้เวทนาทางกาย การรู้ทางใจ และ การรู้ในธรรม
8. สัมมาสะมาธิ ความตั้งจิตชอบ หรือสมาธิชอบ คือการตั้งใจมั่นให้ถูกทาง ไม่ฟุ้งซ่าน
"สุขกามินิ ภูตานิ โย ทณฺเฑน วิหึสติ อตฺตโน สุขเมสาโน เปจฺจ โส น ลภเต สขํ ฯ"
"สัตว์ทั้งหลายล้วนต้องการความสุข ผู้ที่ต้องการความสุขแก่ตน แต่เบียดเบียนสัตว์อื่น ตายไปแล้วย่อมไม่ได้รับความสุข"
อ้างอิง :
ปันยา (2553) "ธรรมดี๊ดี บางทีก็คิดไม่ถึง" บริษัทขุมทองอุตสาหกรรมและการพิมพ์ จำกัด กรุงเทพมหานครพระไตรปิฎกภาษาไทย(ฉบับหลวง) เล่มที่ 12 หน้าที่ 48 ข้อที่ 91.
พระโสภณคณาภรณ์ (ระแบบ ฐิตญาโณ) (2526) "ธรรมปริทรรศน์1"

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น